แนวทางการรักษาและการดูแล

posted on 17 Feb 2008 22:45 by downsyndromeubu

 

 

โรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายเป็นปกติได้ ปัจจุบันแนวทางการรักษาจึงมุ่งเน้นการให้การบำบัดเพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิต โดยการกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่เล็ก โดยเน้นการกระตุ้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก การฝึกพูด ส่งเสริมการช่วยเหลือตนเองเช่นการรับประทานอาหารด้วยตนเอง การสวม-ถอดเสื้อผ้า การเข้าห้องน้ำเป็นต้น จะช่วยให้พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กดีขึ้น เด็กกลุ่มอาการดาวน์ส่วนใหญ่มีระดับสติปัญญาต่ำกว่าเด็กปกติจึงมีปัญหาด้านการเรียนรู้ ปัจจุบันนอกจากจะมีโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ยังมีโรงเรียนที่มีชั้นเรียนพิเศษให้เด็กเหล่านี้เรียนร่วมกับเด็กปกติได้ มีแนวโน้มที่จะให้เด็กเหล่านี้เรียนร่วมกับเด็กปกติมากขึ้นในระดับโรงเรียนอนุบาลและระดับประถมศึกษา พบว่าเด็กกลุ่มอาการดาวน์บางคนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ สามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างปกติและมีความสุขเช่นคนทั่วไป การที่เด็กจะพัฒนาได้เต็มศักยภาพมักมาจากครอบครัวที่อบอุ่นและให้การสนับสนุนเด็กอย่างเต็มที่ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหรืออาการพิการอื่นๆผู้ป่วยควรได้รับการรักษาทางยา ทางกายภาพและการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยและความเหมาะสมในการรักษา การรักษาทางกายภาพบำบัดที่เหมาะสมในการรักษาผู้มีภาวะโรคหัวใจพิการมาแต่กำเนิดร่วมด้วย นักกายภาพบำบัดมีบทบาทในการรักษาทารกที่ผ่าตัดหัวใจทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด กล่าวคือ หากมีการติดเชื้อในปอดการรักษาทางกายภาพบำบัดทรวงอก จะมีความสำคัญในการระบายเสมหะออกจากปอด อย่างไรก็ตาม ในเด็กที่สามารถสื่อสารเข้าใจ การให้โปรแกรมก่อนการผ่าตัด ในเรื่องการสอนการหายใจและการฝึกไอ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวหลังการผ่าตัด โดยจุดมุ่งหมายของการรักษาทางกายภาพบำบัดในทารกเหล่านี้ได้แก่ การระบายเสมหะออกจากปอด การเพิ่มการระบายอากาศและการกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวโดยเร็วที่สุด โดยก่อนการรักษาทางกายภาพบำบัดทุกครั้งต้องมีการตรวจประเมิน เพื่อค้นหาปัญหาของผู้ป่วยเฉพาะรายไป ซึ่งภายหลังการผ่าตัดแบบเปิดหัวใจ (open heart surgery) ผู้ป่วยมักมีปัญหาดังนี้คือ

1.ประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลง

2.ภาวะปอดแฟบ

3.อาการปวดที่บริเวณแผลผ่าตัด

4.การถูกจำกัดการเคลื่อนไหวจากแผลผ่าตัด

ซึ่งทำให้เกิดปัญหาของระบบทางเดินหายใจตามมาคือ V/Q ratio ลดลง มีอาการไข้และการสะสมของเสมหะในปอดตามมา การรักษาทางกายภาพบำบัดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเหล่านี้ได้แก่ การรักษาทางกายภาพบำบัดทรวงอก โดย การจัดท่าเพื่อระบายเสมหะในปอดที่มีเสมหะสะสม ซึ่งข้อห้ามในการผ่าตัดหัวใจแบบ open heart surgery คือ การจัดท่าหัวต่ำ เนื่องจากจะมีผลเสียกับทารกตามมาคือ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความดันในกะโหลกศีรษะ และเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในสมองได้ ควรหลีกเลี่ยงการจัดท่ามาเป็นท่าที่ศรีษะอยู่ในแนวราบแทน นอกจากนี้การระบายเสมหะโดย การเคาะปอด การสั่นปอดและการดูดเสมหะหรือกระตุ้นไอในเด็กโตสามารถกระทำได้ขึ้นอยู่กับปัญหาของทารกหรือเด็กที่ตรวจพบ ต่อไป -การฝึกการหายใจ ในกรณีที่เด็กสื่อสารเข้าใจการฝึกหายใจแบบใช้กะบังลม การออกกำลังกล้ามเนื้อหายใจทั้งเข้าและออก เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการฟื้นตัวหลังการผ่าตัด โดยเฉพาะการฝึกการหายใจเข้าลึกๆ และค้างไว้นาน 3 วินาทีขึ้นไป การใช้ incentive spirometry หรือการเป่าฟองอากาศและกังหันลม พบว่า สามารถป้องกันการเกิดปอดแฟบและเพิ่มความดันของออกซิเจนในเลือดแดงได้ อย่างไรก็ตามขณะที่ให้การรักษาควรมีการตรวจวัด ค่าความดันเลือด อัตราการเต้นของหัวใจและความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดแดงไว้ตลอดเวลา ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทารก การออกกำลังกายเพื่อการรักษา อาจให้เป็นการออกกำลังกายแบบทำเองหรือการออกกำลังกายแบบทำให้ (active or passive exercise)

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผ่าตัดหัวใจแบบ thoracotomy จะไม่ให้เคลื่อนไหวข้อไหล่เกิน 90 องศา เนื่องจากทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อแผลมากขึ้นและเพิ่มความเจ็บปวดกับเด็กมากขึ้น -การเปลี่ยนท่าทางและการเดินในระยะทางใกล้ ควรให้เด็กได้มีการเปลี่ยนท่าทางจากนอนหงายเป็นตะแคงซ้าย ขวา หรือลุกขึ้นมานั่ง เพื่อป้องกันการสะสมของเสมหะในปอด และให้มีการระบายอากาศทั่วถึงในปอดทั้งสองข้าง หากเด็กถอดสาย intercostal drainage อาจให้ลุกขึ้นมายืน และเดินในระยะทางใกล้ๆ ได้ ซึ่งพบว่า การเดินในระยะทางใกล้ๆ นี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและระบบทางเดินหายใจ

Comment

Comment:

Tweet

#9 By (49.229.212.70|49.229.212.70) on 2015-04-03 11:09

私は本当に理解していない embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed sad smile sad smile

#8 By kacasuki (125.24.0.133|125.24.0.133) on 2014-06-05 17:03

yashnmlbnfhut sad smile wink

#7 By masaa (125.24.0.133|125.24.0.133) on 2014-06-05 17:00

cry

#6 By (49.48.104.203|49.48.104.203) on 2014-01-15 20:02

สวัสดีค่ะ นู๋มีเรื่องจะถามค่ะ
พ่อนู๋ขี่รถล้ม ทำให้บาดเจ็บ มีสมองบวมตอนนี้ผ่านตัดเรียบร้อยแล้วแผลก็ดีขึ้นแล้วค่ะ
กระดูกซี่โครงหัก แล้วทำให้ไปโดนปอดเป็นแผล คุณหมอก็เจาะปอดเอาเลือดออกค่ะ แต่พอเจาะแล้วคุณหมอมาตรวจอีกที่กับพบว่าปอดพ่อหายไปข้างนึ่ง แล้วส่วนปอดข้างซ้าย ยังแฟบแต่ไม่ได้แฟบหมดนะค่ะ ตอนนี้คุณหมอเอาพ่อนู๋เข้าห้อง ICU แล้วก็ใช่เครื่องช่วยหายใจไว้ค่ะ แต่ก่อนหน้านั้นหลังผ่าตัดพ่อหายใจได้เองนะค่ะ ตอนนี้ระบบความดัน การเต้นหัวใจก็ปกติค่ะ แล้วอย่างนี้คุณพ่อนู๋จะเป็นอะไรมากไมค่ะ ช่วยตอบด้วยนะค่ะ เพราะนู๋เจ็บปวดมากเลยค่ะ สงสารพ่อจังเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ

#5 By kaew (103.7.57.18|223.207.92.83) on 2012-09-20 14:41

down syndrome สามารถตรวจได้ด้วยวิธีง่ายๆคือ วิธีquantitative real-time PCRโดย เปรียบเทียบค่า Ct ระหว่าง downกับคนปกติ เมื่อ ปริมาณDNAเริ่มต้นเท่ากัน Ct ของ down จะขึ้นเร็วกว่าCt ของคนปกติราว 1cycle (down 3X3=9=2X2X2:คนปกติ=2x2)

#3 By ped dpt fac med cmu (118.172.137.250) on 2009-09-08 23:28

down syndrome สามารถตรวจได้ด้วยวิธีง่ายๆคือ วิธีquantitative real-time PCRโดย เปรียบเทียบค่า Ct ระหว่าง downกับคนปกติ เมื่อ ปริมาณDNAเริ่มต้นเท่ากัน Ct ของ down จะขึ้นเร็วกว่าCt ของคนปกติราว 1cycle (down 3X3=9=2X2X2:คนปกติ=2x2)

#4 By ped dpt fac med cmu (118.172.137.250) on 2009-09-08 23:28

down syndrome สามารถตรวจได้ด้วยวิธีง่ายๆคือ วิธีquantitative real-time PCRโดย เปรียบเทียบค่า Ct ระหว่าง downกับคนปกติ เมื่อ ปริมาณDNAเริ่มต้นเท่ากัน Ct ของ down จะขึ้นเร็วกว่าCt ของคนปกติราว 1cycle (down 3X3=9=2X2X2:คนปกติ=2x2)

#2 By fac med cmu (118.172.137.250) on 2009-09-08 23:15

ไม่ทราบว่ารูปหน้าเว็บด้านบนนี่เป็นดาวน์ซินโดรมกันหมดเลยป่าวคะ อิอิ

ดีใจจังเลยค่ะที่มีเว็บให้สาระความรู้มากมาย

ขอบคุณผู้จัดทำทุกท่านที่มอบวิทยาทานด้านความรู้ให้แก่ปวงชน

เอิ้กๆๆๆ

อยากเห้นหน้าผู้จัดทำจังเลยค่ะ จะหน้าตาดีแค่ไหน

#1 By เต่าปังตัวน้อย (119.42.72.62) on 2008-02-18 21:14